ผีเสื้อ - การป้องกันภัยต่างๆ

on วันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2555

         ผีเสื้อก็เป็นแค่แมลงตัวเล็กๆเท่านั้น โอกาศที่จะถูกกิน หรือตกเป็นเหยื่อของสัตว์ชนิดอื่นๆที่ตัวใหญ่กว่ามีอยู่มาก ซึ่งในช่วงอันตรายที่สุดของผีเสื้อนั้นคือช่วงที่เป็นตัวหนอน เพราะตัวหนอนนั้น เคลื่อนที่ได้ช้ามากโอกาสที่จะเติบโตจนเป็นผีเสื้อนั้น ต้องใช้ความเสี่ยงมากกว่าจะเป็นผีเสื้อที่สวยให้คนเราได้ยลโฉมกันอย่างที่เห็น ตัวอย่างการป้องกันตัวของผีเสื้อคือ จะออกหากินตอนมืดๆเพื่อให้รอดพ้นจากนกต่างๆที่หากินตอนกลางวัน และมีผีเสื้อบางชนิดที่ปรับตัวให้ปีกมีสีมืดๆ ซึ่งผีเสื้อบางชนิด ปรับตัวซะเหมือนผีเสื้อกลางคืนไปเลยก็มี


เช่น ผีเสื้อสายัณห์ ผีเสื้อป่า ผีเสื้อหางติ่ง ผีเสื้อแถบขาว ผีเสื้อหนอน ผีเสื้อมะนาว ผีเสื้อเจ้าชาวเขียว สามารถบินเร็วเพื่อหลบหลีกจากการถูกจับได้ และบางชนิดจะบินช้าๆ นานๆจะกระพือปีกครั้งนึง และจะมีลาดลายบนปีกที่กลมกลืนกับธรรมชาติ เช่น ผีเสื้อลายหินอ่อน ผีเสื้อร่อนลม ผีเสื้อกะลาสี ผีเสื้อจรกา และ ผีเสื้อบางชนิดจะทำตัวให้กลมกลืน มีสีสันที่คล้ายๆกับธรรมชาติรอบตัวเช่น ผีเสื้อแพนซีมยุรา 



ผีเสื้อ - ผีเสื้อ กับ ดอกไม้

on วันพุธที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2555

        ดอกไม้ที่เหมาะกับผีเสื้อกลางคืนมักจะเป็นดอกไม้ที่มีสีอ่อน ไม่ฉูดฉาดมากจะเป็นท่อยาวเล็กๆ ไม่มีที่ให้เกาะน้ำหวานของดอกไม้จะอยู่ลึก และจะบานตอนกลางคืนส่งกลิ่นหอมฟุ้งตอนกลางคืน และดอกไม้บานตอนกลางวันจะมีสีสันสดใส ส่วนใหญ่จะมีขนาดเล็กกว่าดอกไม้กลางคืน แต่ดอกไม้จะเป็นช่อทำให้ผีเสื้อเกาะและดูดกินน้ำหวานได้


           ผีเสื้อและแมลงชนิดต่างๆจะมองเห็นดอกไม้และสีสันแตกต่างกันออกไป จะไม่เหมือนกับสิ่งที่คนเราเห็น เพราะผีเสื้อสามารถมองเห็นแสง อัลตราไวโอเล็ต เมื่อแสงที่ฉายด้วยอัลตราไวโอเลต ไปบนดอกไม้แล้ว คนเราจะมองเห็นเป็นสีปกติ ซึ่งถ้าเป็นผีเสื้อหรือแมลงจะเห็นดอกไม้มีสีเข้มมาก ซึ่งสีพวกนี้เรียกว่า nector guide ซึ่งจะเป็นตัวนำทางให้ผีเสื้อบินไปหาน้ำหวานในดอกไม้นั่นเอง


ผีเสื้อ - อายุ ชีวิตของผีเสื้อ

        ส่วนผีเสื้อตัวเมียนั้น จะกินน้ำหวานจากดอกไม้ ส่วนใหญ่ผีเสื้อตัวผู้และผีเสื้อตัวเมียนั้นจะหาอาหารกินในบริเวณเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน แต่อาจจะมีบ้างเป็นบางครั้งที่บินห่างไกลกัน บางวันที่อากาศดีๆผีเสื้อจะออกมาบินอาบแดดเพื่อทำให้ร่างกายอบอุ่น และจะหากินอาหารในช่วงเวลาประมาณสายๆของวัน พอถึงเที่ยงๆ อากาศจะร้อนผีเสื้อจะบินหลบใต้ต้นไม้ใบไม้ต่างๆ เพื่อพักร้อน และอาจจะออกหากินอีกทีในช่วงเวลาเยนๆ 4-5โมง แต่ถ้าเกิดฝนตก ผีเสื้อจะบินหลบใต้ต้นไม้ และจะออกหากินต่อเมื่อฝนหยุดตก แต่มีผีเสื้อบางชนิดที่บินออกหากินตอนเช้ามืด พลบค่ำ กลางคืน ส่วนผีเสื้อที่หากินตอนกลางวันจะพักนิ่งๆอยู่แถวๆต้นไม้ ดอกไม้ ส่วนผีเสื้อกลางคืนก็จะบินออกหากินตามปกติ



ผีเสื้อ - ลักษณะทั่วไปของผีเสื้อ (ต่อ)

on วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2555

         ลักษณะทั่วไปของผีเสื้อ (ต่อ)
  1. ตารวม ( Compound eye) ตาของผีเสื้อนั้นประกอบด้วยตาเล็กๆ จำนวนมาก ทำหน้าที่รับภาพเคลื่อนไหว มีประสิทธิภาพในการของเห็นสูง
  2. ตาเดียว ( Simple eye) ไว้รับแสง เพื่อให้รู้ว่า ตอนนี้มืด หรือ สว่าง
  3. หนวด - หนวดของผีเสื้อ ทำหน้าที่ดมกลิ่น
  4. ท่องวง ( Provoscis) หรือ ปากของผีเสื้อ ใช้สำหรับกินอาหาร เช่น น้ำหวาน เวลาที่ผีเสื้อไม่ได้กินน้ำหวาน หรืออาหาร ท่อนี้จะม้วนเก็บเป็นวงกลม
  5. ขา - ขาของผีเสื้อแบ่งเป็นข้อๆ 4 ส่วน คือ ข้อต่อโคนขา โคนขา ต้นขา ตีน ซึ่ง ตีนแบ่งได้อีก 5 ข้อ มีเล็ก 2 คู่ 
  6. ส่วนอก - ส่วนอกของผีเสื้อ มี 3 ปล้องเรียงต่อกัน มที่รอยต่อไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า เนื่องจากมีเกล็ดสีปิดอยู่ ซึ่ง 1 ปล้องจะมีขา 2 ข้าง ปีกของผีเสื้อส่วนหน้าจะติดกับปล้องที่2 ปีกหลังจะอยู่ที่ปล้องที่ 3
  7. อวัยวะเพศ - มีลักษณะแตกต่างออกไปตามสายพัธุ์ของผีเสื้อซึ่งธรรมชาติของผีเสื้อชนิดเดียวกันถึงจะผสมพันธุ์กันได้ เน้น ต้องชนิดเดียวกันเท่านั้น จะไม่มีการผสมข้ามพันธุ์ ถ้าจะแบ่งสายพันธุ์ต้องดูที่อวัยวะเพศของผีเสื้อตัวผู้ถึงจะแบ่งได้ ว่าเป็นผีเสื้อสายพันธุ์ไหน


   

ผีเสื้อ - การผสมพันธุ์ของผีเสื้อ (ต่อ)

on วันจันทร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2555

                หลังจากที่ผีเสื้อตัวผู้ได้พบรักกับผีเสื้อตัวเมียแล้วก็จะเริ่มปฏิบัติการผสมพันธุ์ด้วยการบินเข้าหา และจะทำการกระพือปีกเพื่อปล่อยสารเคมีในตัว ซึ่งสารนั้นคือ ฟีโรโมน ให้กระจายออกมาเพื่อเป็นการบ่งบอกกับผีเสื้อตัวเมียว่า เป็นผีเสื้อชนิดเดียวกัน จากนั้นมันจะพยายามทำให้ตัวเมียลงพื้น เพื่อที่จะให้ผีเสื้อตัวผู้บินคร่อมได้ง่ายและทำการผสมพันธุ์ในที่สุด กลิ่นที่ปล่อยออกมาจะทำให้ผีเสื้อตัวเมียยอมรับในการผสมพันธุ์ของผีเสื้อตัวผู้ หากผีเสื้อตัวเมียไม่ยอม หรือไม่พอใจก็จะบินหนีไปในที่สุด มีผีเสื้อบางชนิดที่มีต่อมฟีโรโมนอยู่ที่ปีกคู่หลัง บางชนิดก็จะอยู่ในช่วงท้อง การผสมพันธุ์ของผีเสื้อใช้เวลานานพอสมควร กว่าที่ผีเสื้อตัวผู้จะปล่อยน้ำเชื้อเข้าไปในผีเสื้อตัวเมียมากพอ ระหว่างที่ทำการผสมพันธุ์ของผีเสื้อนั้น ผีเสื้อตัวผู้และผีเสื้อตัวเมียจะนิ่ง และช่วงเวลานี้อาจจะถูกสัตว์อื่นมาคาบไปรับประทานนั่นเอง



ผีเสื้อ - การผสมพันธุ์ของผีเสื้อ

       ผีเสื้อเพศผู้จะหาคู่ด้วยวิธีการที่หลากหลาย เช่น บางชนิดจะรอให้ผีเสื้อตัวเมียบินเข้ามาหาภายในพื้นที่ของผีเสื้อตัวผู้ บางชนิดจะบินออกไปหาผีเสื้อตัวเมียเองเลย และบางชนิดจะกำหนดเขตของตัวเอง แล้วก็จะบินหาผีเสื้อตัวเมียภายในอณาเขตที่ตนเองกำหนดไว้ แล้วจะไม่ยอมให้ผีเสื้อตัวผู้ตัวอื่นเข้ามาภายในเขต อาจจะมีบางครั้งที่ผีเสื้อตัวผู้ที่บินเข้ามาในเขตแล้วไม่ยอมถอย ก็จะเกิดการต่อสู้ระหว่างผีเสื้อตัวผู้ทั้ง 2 ตัวจนตายไปตัวหนึ่ง เช่นผีเสื้อในวงศ์ขาหน้าพู่ จะห่วงถิ่นมากมันจะไล่แมลงทุกชนิดที่บินเข้ามา แม้แต่แมลงปอ หรือนกที่บินเข้ามาในอณาเขต ถึงแม้ว่ามันจะต้องตายก็ตาม



ผีเสื้อ - วงจรชีวิตของผีเสื้อ เป็นอย่างไร

on วันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2555

              ผีเสื้อนั้นจะมีการเจริญเติบโตแบบ โฮโลเมตาโบลัส ( Holometabolous) คือจะเป็นแบบการเจริญเติบโตที่มีการเปลี่ยนรุปร่างแบบ สมบูรณ์ นั้นคือเปลี่ยนร่างเลยไม่มีเค้าเดิม แบ่งเป็น 4 ระยะด้วยกันก็คือ ไข่ > หนอน > ดักแด้ > และผีเสื้อ (เต็มวัย) ข้อดีของ โฮโลเมตาโบลัส ( Holometabolous) คือ แต่ละช่วงของชีวิตต้องการอาหารที่แตกต่างกัน และต้องอาศัยที่แตกต่างกัน มีศัตรูแตกต่างกัน ทำให้ในแต่ละการเจริญเติบโตมีอัตรายน้อย



ผีเสื้อ - วิธีการจำแนกผีสื้อกลางวัน-ผีเสื้อกลางคืน



การสังเกต
ผีเสื้อกลางวัน
ผีเสื้อกลางคืน
หนวด
ส่วนปลายจะพองโต เป็นรูปกระบอง และเวลาเกาะใบไม้จะชูหนวดขึ้นเป็นรูปตัววี Vมีหลายแบบ รูปเส้นด้าย ฟันหวี พู่ขนนก ฯลฯ เวลาเกาะ จะซ่อนหนวดไว้ใต้ปีก
ลำตัว
 จะยาวเรียว บริเวณลำตัวจะไม่มีขนปกคลุม ลำตัวจะอ้วน กลม สั้นกว่าผีเสื้อกลางวัน จะมีขนปกคลุมหนา
การเกาะ
เวลาเกาะจะหุบปีกขึ้นด้านบน ปีกจะชิดกัน บางชนิดจะกางปีกเป็นแนวราบเวลาเกาะ จะกางปีกราบ แต่จะมีบางชนิดจะหุบปีกขึ้น 
การเชื่อมติดของปีก
จะเป็นแบบการซ้อนกันของปีก ซึ่งปีกหน้าจะอยู่ข้างบน ส่วนการกระพือปีกจะกระพือพร้อมๆกันจะมีขนแข็งๆสอดเข้าไปใต้ปีกคู่หน้าเพื่อเกี่ยวให้ติดกัน
การออกหากิน
จะออกหากินในเวลากลางวัน จะออกหากินในเวลากลางคืน



ผีเสื้อ - ลักษณะทั่วไปของผีเสื้อ

on วันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2554

       ผีเสื้อนั้น ที่ส่วนลำตัวจะไม่มีโครงกระดูกเหมือนกับ แมลงชนิดอื่นๆ แต่จะมีเปลือกแข็งๆอยู่ข้างนอกที่เป็นสาร ไคติน จะห่อหุ้มร่างกาย ส่วนภายในเปลือกแข็งนั้นจะเป็นที่ยึดกล้ามเนื้อ ใช้ในการเคลื่อนไหว เคลื่อนที่ของผีเสื้อ ส่วนของลำตัวจแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ หัว อก และ ท้อง ซึ่งทั้ง สามส่วนของผีเสื้อนั้นจะประกอบด้วย วงแหวนหลายๆวงเรียงต่อๆกัน ซึ่งเชื่อมด้วยเยื่อบางๆ เพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหวที่สะดวกขึ้น วงแหวนที่เชื่อมต่อกันจะมีทั้งหมด 14 ปล้องด้วยกัน จะอยู่ที่ส่วนหัว 1 ปล้อง ส่วนอก 3 ปล้อง ส่วนท้องเยอะสุดมี 10 ปล้อง

         
       ส่วนปีก ผีเสื้อ จะมีปีก 2 คู่ ประกอบด้วย ปีกหน้าและปีกหลัง ซึ่ง ปีกหน้าจะซ้อนทับกับปีกหลังบางส่วน ซึ่งปีกของผีเสื้อ จะเป็นเยื่อบางๆ โครงปีกเกิดจากเส้นปีก ซึ่งเส้นปีกของผีเสื้อเปรียบได้กับกระดูกของสัตว์ชนิดอื่นๆ และผีเสื้อส่วนใหญ่จะมีเส้นปีกในปีกคู่หน้าอยู่ 12 เส้น ส่วนปีกคู่หลังมี 9 เส้น การจัดเรียงของเส้นปีกของผีเสื้อมีความสำคัญในการจำแนกวงศ์ ชนิด สกุลของผีเสื้อ

ผีเสื้อ - ผีเสื้อกลางวันและผีเสื้อกลางคืน

on วันศุกร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2554

            ผีเสื้อแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ ผีเสื้อกลางวัน และ ผีเสื้อกลางคืน หากดูภายนอกจะแยกไม่ออกว่า ไหนผีเสื้อกลางวัน ไหนผีเสื้อกลางคืน ซึ่ง มันไม่แตกต่างกันเลย แต่ว่า อนุกรมวิธาน บอกว่า ผีเสื้อกลางวันและผีเสื้อกลางคืน อยู่ในอันดับย่อย ต่างกัน คือ อันดับย่อยผีเสื้อกลางวัน ( Butterfly ) และ อันดับย่อยผีเสื้อกลางคืน ( Moth) หรือที่เรียกกันว่า แมลงมอท ในจำนวนผีเสื้อนับแสนบนโลกใบนี้ ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่จะเป็นผีเสื้อกลางคืน หรือแมลงมอท จะมีอยู่ 10%ที่เป็นผีเสื้อกลางวัน แต่เพราะสีที่สวยงาม จะทำให้พบเห็นได้ง่ายในเวลากลางวัน ผีเสื้อกลางวันจึงเป็นที่รู้จักมากกว่าผีเสื้อกลางคืน


ผีเสื้อกลางคืน



ผีเสื้อกลางวัน


ผีเสื้อ - มาดูผีเสื้อยักษ์กัน

        
        นักวิทยาศาสต์พบว่า แมลงในยุคแรกๆนั้น จะมีขนาดที่ใหญ่กว่าแมลงในยุคปัจจุบันหลายเท่า เช่น แมลงปอ ที่มีปีกกว้าง ถึง 65 cm. และยังคาดเดากันอีกว่า ผีเสื้อในยุคแรกๆนั้นอาจจะไม่มีขนาดใหญ่ขนาดนั้น แต่มีขนาดที่ใกล้เคียงกับแมลงปอ หรือ ขนาดของผีเสื้อในปัจจุบัน ผีเสื้อปีกนก ( Bordwing) หรือผีเสื้อยักษ์(Attacus atlas) ที่อาศัยอยู่แถบเอเชีย 
       หลักฐานที่สันบสนุนหลักการนี้คือ ร่องรอยที่ค้นพบผีเสื้อประทับอยู่ที่แผ่นหิน ที่อายุราว 30ล้านปีในสมัย โอลิโกซีน๖Oligocene) ที่อยู่ในยุคสมัย Tersiary แสดงให้เห็นโครงสร้างปีกที่มีขนาดใกล้เคียงกับผีเสื้อยักษ์ในปัจจุบันมาก นอกจากนี้ ยังค้นพบว่าผีเสื้อในยุคแรกๆ อาจจะมีสีสันที่ไม่โดดเด่นนัก เพราะส่วนใหญ่จะเป็นีสีน้ำตาลขาว หรือสีน้ำตาลล้วน


ผีเสื้อ - วิวัฒนาการของผีเสื้อเป็นมาอย่างไร??

on วันพฤหัสบดีที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2554

         แมลงที่คนพบเห็นกัน ณ ปัจจุบัน ส่วนมากจะมีการวิวัฒนาการมาตั้งแต่ยุคโบราณ คาร์บอนนิเฟอร์รัส ซึ่งยุคนี้เกิดประมาณ 300ล้านปีมาแล้ว จากซากดึกดำบรรพ์ของยุคก่อน ทำให้พบว่าผีเสื้อ อาจจะ มีวิวัฒนาการมาจาก บรรพบุรุษของแมลงในอันดับที่ มีคอปเทอรา(Mecoptera) ซึ่งกำเนิดในยุค เพอร์เมียน(Permian) ตอนต้น หรือประมาณ 250ล้านปีมาแล้ว แต่กว่าจะวิวัฒนาการมาเป็นผีเสื้อได้ก็ต้องใช้เวลาอีกหลายล้านปี เพราะซากดึกดำบรรพ์ของผีเสื้อกลางคืนที่เก่าที่สุดพบเมื่อ 100-400ล้านปีมาแล้ว ส่วนซากของผีเสื้อกลางวันพบแค่ 40ล้านปีเท่านั้น
        
       ถ้าลองดูความสำพันธ์ของพืชกับผีเสื้อที่มีดอกในปัจจุบัน ก็มีทางเป็นไปได้ว่าทั้งพืชและผีเสื้อมีวิวัฒนาการมาพร้อมๆกันเพราะผีเสื้อทุกชนิดมีปากเป็นท่อที่ใช้ดูดน้ำหวานในดอกไม้ ดอกไม้เก่าแก่ที่พบว่าอายุมากที่สุดมีอายุประมาณ 90ล้านปีมาแล้ว เมื่อดูความหลากหลายของพืชที่มีอยู่ในยุคนั้นแล้ว พืชดอกน่าจะเกิดขึ้นก่อนเวลาดังกล่าวประมาณ 150-200 ปีก่อน เพราะฉะนั้น ถ้าผีเสื้อกับพืชมีวิวัฒนาการมาพร้อมกันแล้ว ผีเสื้อน่าจะเกิดขึ้นอยู่ในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย อย่างไรก็ตามก็ยังสรุปให้ชัดเจนไม่ได้ว่าผีเส้อถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อไหร่ จนกว่าจะพบหลักฐานในอดีตมากพอที่จะสรุปได้


ผีเสื้อ -ผีเสื้อกำเนิดมาได้อย่างไร??

สัตว์โลกชนิดต่างๆ พันธุ์ต่างๆในโลกใบนี้มีสัตว์จำพวกที่เป็นแมลงมากถึง 3/4 ของสัตว์ทั้งหมด เพราะแมลงมีวิวัฒนาการที่ยาวนาน จึงทำให้มีลักษณะที่แตกต่างกันหลากหลาย สายพันธุ์หลายชนิดมาก ซึ่งสามารถดูได้จากซากดึกดำบรรพ์ของบรรพบุรุษพวกนี้ ที่ค้นพบอยู่ในปัจจุบัน แต่ว่าแมลงของในกลุ่มผีเสื้อที่มีปีกบาง จึงไม่สามารถบอกที่มาของมันได้



ผีเสื้อ - เกล็ดผีเสื้อ คืออะไร?


เกล็ดผีเสื้อ จะมี ลักษณะอยู่ 2 แบบ ได้แค่ 
1.เป็น เกล็ดผีเสื้อ ที่ไม่มีสี แต่เป็นลักษณะนูน เมื่อมีแสงมากระทบแล้วจะเกิด สี ที่เป็นสีรุ้ง 
2.เป็น เกล็ดผีเสื้อ ที่มีสีอยู่ภายในเม็ดสี เป็นเม็ดสีที่เกิดจากสารเคมีแปรรูปที่เกิดจาก สารอาหารที่ หนอนผีเสื้อกินเข้าไป และ ที่ ผีเสื้อ สร้า้งขึ้นมาเอง เกล็ดผีเสื้อ เมื่อมองเกล็ดด้วยตาเปล่าจะเห็นเพียงแค่สีฝุ่น ถ้าเอานิ้วไปจิ้ม หรือแตะดู สีจะติดที่นิ้ว

สารที่ทำให้เกิด เกล็ดผีเสื้อ มีอยู่ 3 ชนิด
  1. เทอรีน(Pterrin) เป็นกรดยูริกแปรรูป ในตระูกูลผีเสื้อขาหน้าพู่ จะมีสีส้มเหลือง , สีแดงเหลือง ,สีแดง เมื่อโดนออกซิเจน จะทำให้สีจางลง
  2. ฟลาโวน (Flavone) เป็นสารที่เกิดจากหนอนผีเสื้อกินเข้าไป ทำให้เกิดสีขาว จนเป็นสีเหลือง พบในตระกูลผีเสื้อสีตาล และตระกูลผีเสื้อบินเร็ว
  3. เมลานิน (melanin) จะมีสีดำแบบเดียวกับสัตว์ทั่วไปบนโลก ส่วนสีเขียว สีฟ้า สีม่วง เกิดจาก เกล็ดผีเสื้อ ที่ไม่มีสี เมื่อโดนแสงส่อง จะทำให้ปีกสะท้อนออกมาเป็นสี

ผีเสื้อ - ทำไมเราจึงเรียกว่าผีเสื้อ



เคยสงสัยกันบ้างหรือเปล่าว่าทำไมถึงเรียก ตัวที่มีปีก มีสีสวยๆว่า ผีเสื้อ 


ได้มีการสันนิษฐานกัน เพราะว่าการที่ ผีเสื้อ บินไปบินมา คนโบราณจึงคิดว่า มีผีเข้าไปสิงอยู่ในตัวของมัน บวกกับ ปีกของ ผีเสื้อ มีสีสันฉูดฉาด สวยงามเหมือนกับเสื้อผ้า ที่มีสีสันเหมือนกัน แม้กระทั่งตอนนี้ชาวชนบทก็ยังเรียก ผีเสื้อ แมลงผี เพราะคนโบราณสันนิฐานว่า มาจาก ผีเชื้อ เนื่องจากคติทางตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ อีสาน เชื่อกันว่า การที่มี ผีเสื้อ หรือผีเชื้อบินมาเป็นกลุ่มจำนวนมากๆ จะทำให้เกิดโรคระบาด ทำให้คนสมัยก่อนเข้าใจผิดว่า ผีเสื้อ เป็นตัวนำโรคเข้ามาสู่หมู่บ้าน แต่สำหรับทางภาคเหนือของประเทศ จะเรียก ผีเสื้อ ว่าแมงกะป้อ หรือแมงกะเบี้ย ชื่อเรียกในภาษาอื่นๆก็มี อย่างประเทศญี่ปุ่นเรียกว่า Jojo(โจโจ้) ภาษาอังกฤษ เรียก Butterfly แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ความเชื่อๆต่างๆก็ไม่ส่งผลถึงคนสมัยปัจจุบัน เพราะคนปัจจุบันยอมรับว่า ผีเสื้อ คือแมลงที่ให้ความสวยงามแก่ธรรมชาติ